มหาสุบินชาดก (พุทธทำนาย)
พระไตรปิฎก และ อรรถกถา*
ก่อนอื่นเราต้องแยกกันให้ชัดระหว่างพระบาลีและอรรกถา
- พระไตรปิฎก: ระบุสุบิน 16 ประการ ในมหาสุบินชาดก ในพระสุตตันปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาต
- อรรถกถา : อรรถกถาของมหาสุบินชาดก เนื้อหาปรากฏตั้งแต่พระเจ้าประเสนทิโกศลทรงสุบิน 16 ประการไปจนถึงเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และได้รับคำพยากรณ์ อธิบายความฝัน ทั้ง 16 ประการ และทรงตรัสว่า จะเกิดขึ้นในอนาคตในยุคที่ผู้คนไร้ศีลธรรม ไม่เกิดอันตรายแก่กษัตริย์ในยุคนั้น
- “พุทธทำนาย” เป็นการนำหัวข้อความฝันในพระบาลี และ อรรถกถามารวมกัน
- การตีความว่า “พุทธทำนายตรงกับยุคปัจจุบัน” เป็น การตีความสมัยใหม่ ไม่ใช่พระพุทธดำรัสโดยตรง
*อรรถกถา คือ คัมภีร์ที่รวบรวมคำอธิบายความหมาย ขยายความ และไขข้อข้องใจหรือคำยากในพระไตรปิฎก เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาทางพระพุทธศาสนาได้ง่ายและถูกต้องยิ่งขึ้น
ลำดับเรื่องโดยย่อใน อรรถกถา มหาสุบินชาดก
- พระเจ้าประเสนทิโกศลทรงพระสุบิน
- ในช่วงใกล้รุ่ง พระองค์ทรงเห็น มหาสุบิน 16 ประการ
- สุบินเหล่านั้นมีลักษณะแปลกประหลาดและผิดจากธรรมดา เช่น โคจะชนกันแต่ไม่ชน ต้นไม้เล็กออกผล แม่โคดูดนมจากลูก ฯลฯ
- ทรงหวาดกลัว
- เมื่อตื่นจากพระบรรทม พระองค์ทรงวิตกกังวลอย่างมาก
- ทรงเกรงว่าสุบินเหล่านั้นจะเป็นลางร้ายและอาจเกิดอันตรายแก่พระองค์หรือบ้านเมือง
- ตรัสถามพราหมณ์ปุโรหิต
- พราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตได้รับฟังเรื่องสุบิน
- จึงกราบทูลว่าเป็น สุบินร้าย และเสนอให้ทำพิธีเพื่อป้องกันภัย
- แนวทางที่เสนอคือการประกอบพิธีบูชายัญ โดยเตรียมสัตว์จำนวนมากไว้สำหรับพิธี
- พระนางมัลลิกาทรงทักท้วง
- พระนางมัลลิกาทรงทราบเรื่อง จึงทรงแนะนำว่า ควรไปทูลถามพระพุทธเจ้า
- เพราะพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้รู้แจ้งและสามารถอธิบายความหมายของสุบินได้อย่างถูกต้อง
- พระเจ้าประเสนทิโกศลเสด็จเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
- พระองค์จึงเสด็จไปยังพระเชตวัน เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
- แล้วกราบทูลเล่าเรื่องมหาสุบินทั้ง 16 ประการ พร้อมความวิตกกังวลของพระองค์
- พระพุทธเจ้าทรงรับว่าจะทรงอธิบาย
- พระพุทธเจ้าทรงบอกให้พระราชา เล่าสุบินตามที่ทรงเห็น
- จากนั้นพระองค์จึงทรงอธิบายความหมายของสุบินแต่ละประการ
มหาสุบิน ๑๖ ประการและคำพยากรณ์
มหาสุบิน ๑๖ ประการ (พระไตรปิฎก) | พุทธพยากรณ์ หรือพุทธทำนาย |
![]() | 1. โคอุสุภราช (โคผู้ 4 ตัวทำท่าจะชนกันแล้วถอยออกไป) ในอนาคตผู้ปกครองไม่อยู่ในธรรม เมฆตั้งเค้ามาจาก 4 ทิศ ทำท่าเหมือนฝนจะตกหนัก แต่แล้วกลับลอยหายไป ฝนฟ้าไม่ตกตามฤดูกาล |
![]() | 2. ต้นไม้ (ไม้น้อยๆ ออกดอกออกผล) ในอนาคตมนุษย์จะมีราคะกล้า กุมารีตั้งครรภ์และมีบุตรตั้งแต่ยังเยาว์วัย |
![]() | 3. แม่โค ดื่มนมลูก ในอนาคตผู้ใหญ่หรือพ่อแม่เมื่อมอบทรัพย์สินให้บุตรหลานแล้ว ต้องคอยเอาอกเอาใจบุตรหลานเพื่อขอกินขอใช้ |
![]() | 4. โคสามัญ (ฝูงโคเทียมโครุ่น) ในอนาคตผู้ปกครองแต่งตั้งคนหนุ่มสาวหรือผู้ขาดประสบการณ์ขึ้นบริหารบ้านเมืองและตัดสินคดีความ ทำให้งานไม่สำเร็จและเกิดความเสียหาย |
![]() | 5. ม้าสองปาก ในอนาคตผู้ตัดสินคดีความ (ตุลาการ) รับสินบนจากคู่ความทั้งสองฝ่าย |
![]() | 6. ถาดทองคำ (ถาดทองรองปัสสาวะสุนัขจิ้งจอก) ในอนาคตผู้ปกครองยกย่องคนไม่มีตระกูล คนตระกูลสูงตกยากจึงต้องยกลูกสาวให้คนตระกูลต่ำเพื่ออาศัยเลี้ยงชีพ |
![]() | 7. สุนัขจิ้งจอกกัดกินเชือก ในอนาคตหญิงภรรยาปล่อยตัวตามกิเลส ลอบนำทรัพย์สินที่สามีหามาได้ไปเลี้ยงชายชู้หรือใช้จ่ายจนหมด |
![]() | 8. หม้อน้ำ (ตุ่มน้ำเต็ม) ในอนาคตผู้ปกครองเกณฑ์แรงงานและผลผลิตของประชาชนไปบรรจุไว้ในคลังของผู้เป็นใหญ่ โดยไม่เหลียวแลหรือช่วยเหลือประชาชนที่ยากไร้ |
![]() | 9. สระโบกขรณี (สระน้ำใสนอกขอบ แต่น้ำขุ่นตรงกลาง) ในอนาคตผู้ปกครองรีดภาษีเบียดเบียนประชาชนในเมืองหลวงจนผู้คนย้ายหนีไปตั้งหลักแหล่งตามชายแดน เมืองหลวงจึงแห้งแล้ง แต่เขตชายแดนกลับเจริญ |
![]() | 10. ข้าวสารหุงไม่สุก (ข้าวหุงสามสุก) ในอนาคตฝนตกไม่สม่ำเสมอทั่วกัน บางแห่งตกหนัก บางแห่งตกน้อย บางแห่งไม่ตก |
![]() | 11. แก่นจันทน์ (แก่นจันทน์แลกนมส้ม) ในอนาคตภิกษุหรือผู้รู้นำธรรมะอันประเสริฐไปแสดงแลกกับลาภปัจจัยสี่เพื่อเลี้ยงชีพ |
![]() | 12. น้ำเต้าจมน้ำ ในอนาคตถ้อยคำของผู้ไม่มีคุณสมบัติ คำไร้สาระ หรือคำเท็จ กลับได้รับการยกย่องเชื่อถือจากผู้เป็นใหญ่ |
![]() | 13. ศิลาลอยน้ำ ในอนาคตถ้อยคำของนักปราชญ์ ผู้มีศีลธรรม หรือคำสั่งสอนอันถูกต้อง กลับไม่ได้รับการยอมรับเชื่อถือจากผู้เป็นใหญ่ |
![]() | 14. นางเขียดกลืนกินงูเห่า (เขียดขยอกงู) ในอนาคตชายทั้งหลายตกอยู่ในอำนาจและความควบคุมของภรรยาเด็ก หรือปล่อยตัวตามกิเลสตัณหา |
![]() | 15. หงส์ทองแวดล้อมกา ในอนาคตผู้ปกครองแต่งตั้งคนทุศีลไม่มีตระกูลเป็นใหญ่ กุลบุตรผู้มีความรู้และมีตระกูลจึงต้องคอยปรนนิบัติรับใช้คนเหล่านั้นเพื่อความอยู่รอด |
![]() | 16. เสือกลัวแพะ (เสือดาว/เสือโคร่งหลบหนีฝูงแกะ) ในอนาคตคนทุศีลและพวกลามกได้เป็นใหญ่ ใช้อำนาจเบียดเบียนกุลบุตรและภิกษุผู้มีศีล จนคนดีและภิกษุผู้มีศีลต้องหนีไปซ่อนตัวอยู่ในป่า |
ที่มา
มหาสุบินชาดก ในพระสุตตันปิฎก ขุททกนิกาย เอกนิบาต
- พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย / ฉบับหลวง (ชุด ๔๕ เล่ม): อยู่ใน เล่มที่ ๒๗ (หน้า ๓๒ ข้อ ๗๗)
- พระไตรปิฎกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย (ชุด ๙๑ เล่ม): อยู่ใน เล่มที่ ๕๕ (หน้า ๒๑๖–๒๔๑)
บทสวดอภยปริตร
สวดมนต์ก่อนนอน ป้องกันฝันร้าย
อานุภาพของบทสวดนี้ : ขจัดเคราะห์ร้ายและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายให้สิ้นไป กลับร้ายให้กลายเป็นดี
ใจความสำคัญของบทสวด : เป็นบทสวดขอพลังแห่งพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ ให้ช่วยขจัดภัยและสิ่งอัปมงคลทั้งหลายอันเกิดแต่ลางร้ายต่างๆ ให้สิ้นไป
เรื่องย่อที่มาของบทสวด : อภยปริตร นิยมเรียกว่า “คาถายันทุน” ยังไม่ได้พบหลักฐานที่มา สันนิษฐานว่าเป็นคาถาที่โบราณาจารย์ชาวเชียงใหม่ประพันธ์ขึ้นในสมัยเดียวกันกับที่รจนาพระคาถาชินบัญชร โดยสังเกตได้จากการตั้งจิตอธิษฐานให้บาปเคราะห์ นิมิตร้าย และสิ่งที่เป็นอัปมงคลพินาศไปด้วยอานุภาพของ
พระรัตนตรัย ให้มาช่วยพิทักษ์คุ้มครอง เมื่อมีลางร้าย ฝันไม่ดี ดวงชะตาตกต่ำ หรือเกิดสิ่งที่ไม่เป็นมงคลขึ้น
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
พุทธานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
ธัมมานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
ยันทุนนิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ
โย จามะนาโป สะกุณัสสะ สัทโท
ปาปัคคะโห ทุสสุปินัง อะกันตัง
สังฆานุภาเวนะ วินาสะเมนตุ ฯ
พระปริตร
บทสวดที่มีอานุภาพป้องกันภัยต่างๆ
บทสวดที่พระสงฆ์ใช้สวดเจริญพระพุทธมนต์ในปัจจุบัน เกิดจากพระเถระชาวลังกาได้คัดเอาพระสูตรในพระไตรปิฎกบางสูตรที่มีอานุภาพในการป้องกันภัย มาวางเป็นรูปแบบในการสวดเจริญพระพุทธมนต์ เรียกว่า การสวดพระปริตร
คำว่า ปริตร มาจากคำบาลีว่า ปริตฺต (ปริ+ตาณ) เขียบแบบสันสกฤตว่า ปริตฺตราณ แปลว่า ต้านทาน หรือ ป้องกันภัยอันตราย
พระปริตร แปลว่า เครื่องคุ้มครอง คือป้องกันอันตรายภายนอก มีโจร ยักษ์ สัตว์เดรัจฉาน และป้องกันอันตรายภายใน มีโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น อานิสงส์ที่ได้รับจากการสวดพระปริตรนั้นบังเกิดจากอานุภาพของพระรัตนตรัยและเป็นผลของการเจริญเมตตาภาวนา เพราะพระปริตรกล่าวถึงคุณของพระรัตนตรัยและการเจริญเมตตาเป็นหลัก ดังนั้น ผู้หมั่นสาธยายพระปริตรจึงได้รับผลานิสงส์ต่างๆ เช่น ประสบความสวัสดี ความเจริญรุ่งเรื่อง ได้รับชัยชนะ แคล้วคลาดจากอุปสรรคอันตราย มีสุขภาพอนามัยดี และมีอายุยืน ดังพระพุทธดำรัสว่า เธอจงเจริญพุทธานุสสติภาวนาที่ยอดเยี่ยมในภาวนาธรรม เพราะผู้เจริญภาวนานี้จะสมหวังดังมโนรถ อมนุษย์ที่ต้องการจะทำร้ายผู้เจริญเมตตา ย่อมประสบภัยพิบัติเอง เหมือนคนที่ใช้มือจับหอกคม ย่อมได้รับอันตรายจากการจับหอกนั้น

คลิกที่ชื่อบทสวดเพื่อสวดบทนั้นๆ ได้เลย
7 ตำนาน มีบทสวดดังนี้
เจ็ดตำนาน (จุลราชปริตร) มี ๗ ปริตร คือ
๑. มงคลสูตร ๒. รตนสูตร ๓. กรณียเมตตสูตร ๔. ขันธปริตร
๕. โมรปริตร ๖. ธชัคคปริตร ๗. อาฏานาฏิยปริตร
12 ตำนาน มีบทสวดดังนี้
สิบสองตำนาน (มหาราชปริตร) มี ๑๒ ปริตร คือ
๑. มงคลสูตร ๒. รตนสูตร ๓. กรณียเมตตสูตร ๔. ขันธปริตร
๕. โมรปริตร ๖. ธชัคคปริตร ๗. อาฏานาฏิยปริตร ๘. วัฏฏกปริตร
๙. อังคุลิมาลปริตร ๑๐. โพชฌังคปริตร ๑๑. อภยปริตร ๑๒. ชัยปริตร




















