Logo

หัวข้อธรรมะ

คุณธรรมที่ทำให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆ

ธัมมจักร

โลกุตตรภูมิ

สมถะและวิปัสสนา

สติปัฏฐาน ๔

๑. กายานุปัสสนา : สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า กายนี้สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกกายานุปัสสนา.
๒. เวทนานุปัสสนา : สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอารมณ์ว่า เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกเวทนานุปัสสนา.
๓. จิตตานุปัสสนา : สติกำหนดพิจารณาใจที่เศร้าหมอง หรือผ่องแล้ว เป็นอารมณ์ว่า ใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกจิตตานุปัสสนา.
๔. ธัมมานุปัสสนา : สติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศล ที่บังเกิดกับใจ เป็นอารมณ์ว่า ธรรมนี้ก็สักว่าธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัว ตน เรา เขา เรียกธัมมานุปัสสนา.
ที. มหา. ๑๐/๓๒๕.

สังโยชน์ ๑๐

พระอริยบุคคลละสังโยชน์ที่เป็นเหตุเกี่ยวข้องในวัฏฏะเหล่านี้
๑. สักกายทิฏฐิ : ความเห็นผิดว่ามีตัวตน (ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา)
๒. วิจิกิจฉา : ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย หรือในทางปฏิบัติ
๓. สีลัพพตปรามาส : ความถือมั่นศีลพรตที่งมงาย ความยึดมั่นในพิธีกรรม
๔. กามราคะ : ความกำหนัดยินดีในกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
๕. ปฏิฆะ : ความกระทบกระทั่งในใจ ความโกรธเคือง
๖. รูปราคะ : ความติดใจในรูปฌาน หรือรูปธรรมที่ประณีต
๗. อรูปราคะ : ความติดใจในอรูปฌาน หรืออรูปธรรมที่ประณีต
๘. มานะ : ความถือตัว สำคัญตนว่าดีกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่าผู้อื่น
๙. อุทธัจจะ : ความฟุ้งซ่านของจิต
๑๐. อวิชชา : ความไม่รู้จริง (ไม่รู้อริยสัจ ๔)

โพธิปักขิยธรรม ๓๗

ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ ประกอบด้วย
สติปัฏฐาน ๔ : กาย เวทนา จิต ธรรม
สัมมัปปธาน ๔ : สังวรปธาน (เพียรระวัง) ปหานปธาน (เพียรละ) ภาวนาปธาน (เพียรเจริญ) อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษา)
อิทธิบาท ๔ : ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
อินทรีย์ ๕ : ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
พละ ๕ : ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา
โพชฌงค์ ๗ : สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา
มรรคมีองค์ ๘ : ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ทำความเพียรชอบ ๑ ตั้งสติชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑.

อริยสัจ ๔

๑. ทุกข์ : ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ได้ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นของทานได้ยาก.
๒. สมุทัย : คือ เหตุให้ทุกข์เกิด ตัณหาคือความทะยานอยาก ได้ชื่อว่าสมุทัย เพราะเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด. ตัณหานั้น มีประเภทเป็น ๓ คือตัณหาความอยากในอารมณ์ที่น่ารักใคร่ เรียกว่ากามตัณหาอย่าง ๑ ตัณหาความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าภวตัณหาอย่าง ๑ ตัณหาความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าวิภวตัณหาอย่าง ๑.
๓. นิโรธ : คือความดับทุกข์ ความดับตัณหาได้สิ้นเชิง ทุกข์ดับไปหมด ได้ชื่อว่านิโรธ เพราะเป็นความดับทุกข์.
๔. มรรค : คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ปัญญาอันชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์ สิ่งนี้เหตุให้ทุกข์เกิด สิ่งนี้ความดับทุกข์ สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ได้ชื่อว่ามรรค เพราะเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์. มรรคนั้นมีองค์ ๘ ประการ คือ ปัญญาอันเห็นชอบ ๑ ดำริชอบ ๑ เจรจาชอบ ๑ ทำการงานชอบ ๑ เลี้ยงชีวิตชอบ ๑ ทำความเพียรชอบ ๑ ตั้งสติชอบ ๑ ตั้งใจชอบ ๑.
อภิ. วิภงฺค. ๓๕/๑๒๗.

พรหมภูมิ

ภาวนา

อรูปฌาน ๔

๑. อากาสานัญจายตนะ : การกำหนด "อากาศ (ความว่าง) หาที่สุดมิได้" เป็นอารมณ์
๒. วิญญาณัญจายตนะ : การกำหนด "วิญญาณ (การรับรู้) หาที่สุดมิได้" เป็นอารมณ์ โดยล่วงอารมณ์ความว่างเปล่ามาสู่การรับรู้ความว่างนั้น
๓. อากิญจัญญายตนะ : การกำหนด "ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย" เป็นอารมณ์ โดยล่วงอารมณ์วิญญาณมาสู่ความไม่มีอะไร
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ : การเข้าถึงภาวะที่มีสัญญา (ความจำได้หมายรู้) ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ เป็นอรูปฌานที่ละเอียดสูงสุด

รูปฌาน ๔

ปฐมฌาน (ฌานที่ ๑) : มีองค์ประกอบ ๕ อย่าง คือ วิตก (ตรึก), วิจาร (ตรอง), ปีติ (อิ่มใจ), สุข (สบายใจ), เอกัคคตา (จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง)
ทุติยฌาน (ฌานที่ ๒) : มีองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ ปีติ, สุข, เอกัคคตา (ละวิตก-วิจาร)
ตติยฌาน (ฌานที่ ๓) : มีองค์ประกอบ ๒ อย่าง คือ สุข, เอกัคคตา (ละปีติ)
จตุตถฌาน (ฌานที่ ๔) : มีองค์ประกอบ ๒ อย่าง คือ อุเบกขา (ความรู้สึกเฉยๆ), เอกัคคตา (จิตรวมเป็นหนึ่ง ละความสุข) เป็นฌานที่ประณีต สติสัมปชัญญะสมบูรณ์

สมาบัติ ๘

สมาบัติ ๘ ได้แก่ รูปฌาน ๔ (สมาธิในอารมณ์รูป ฌาน ๑-๔) และ อรูปฌาน ๔ (สมาธิในอารมณ์ละเอียดไม่มีรูป ฌานที่ ๕-๘) นั่นเอง
นิโรธสมาบัติ (สัญญาเวทยิตนิโรธ) : เป็นสมาบัติที่ ๙ ที่ละเอียดกว่าสมาบัติ ๘ ทั้งหมด ดับสัญญาและเวทนาชั่วคราว ผู้ได้คือพระอนาคามีหรือพระอรหันต์ที่ได้สมาบัติ ๘ แล้ว

นิวรณ์ ๕

จะบรรลุเข้าถึงปฐมฌานได้ ต้องละนิวรณ์ครบทั้ง ๕ ประการนี้ได้สำเร็จ
๑. กามฉันท์ : พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจ
๒. พยาบาท : ปองร้ายผู้อื่น หงุดหงิด โกรธ
๓. ถีนมิทธะ : ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม ง่วง
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ : ฟุ้งซ่านและรำคาญใจ
๕. วิจิกิจฉา : ลังเลสงสัย
องฺ. ปฺจก. ๒๒/๗๒.

เทวภูมิ

ทาน ศีล

บุญกิริยาวัตถุ ๑๐

การทำบุญ ๑๐ ประการ ทำให้เกิดในสุคติโลกสวรรค์
๑. ทานมัย : บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.
๒. สีลมัย : บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.
๓. ภาวนามัย : บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.
๔. อปจายนมัย : บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่.
๕. เวยยาวัจจมัย : บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ.
๖. ปัตติทานมัย : บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ.
๗. ปัตตานุโมทนามัย : บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ.
๘. ธัมมัสสวนมัย : บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม.
๙. ธัมมเทสนามัย : บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม.
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ : การทำความเห็นให้ตรง.
สุ.วิ. ๓/๒๕๖. อภิธมฺมตฺถสงฺคหปาลิ. ๒๙. ตฏฺฏีกา. ๑๗๑.

บุญกิริยาวัตถุ ๓

การทำบุญโดยย่อ มี ๓ ประการ ทำให้เกิดในสวรรค์
๑. ทานมัย : บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน.
๒. สีลมัย : บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล.
๓. ภาวนามัย : บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา.
ขุ. อิติ. ๒๕/๒๗๐. องฺ. อฏฺฐก. ๒๓/๑๔๕.

ทาน ๓ ประเภท

๑. อามิสทาน (การให้วัตถุสิ่งของ) : คือการสละวัตถุ สิ่งของ เงินทอง หรือปัจจัย 4 (อาหาร, ที่อยู่อาศัย, เครื่องนุ่งห่ม, ยารักษาโรค) เพื่อช่วยเหลือหรือถวายพระภิกษุ
๒. ธรรมทาน (การให้ความรู้) : คือการให้ความรู้ คำสอนที่เป็นประโยชน์ ทั้งทางโลก (วิทยาทาน) และทางธรรม เพื่อให้ผู้รับเกิดปัญญาและแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ดี
๓. อภัยทาน (การให้อภัย) : คือการสละอารมณ์โกรธ ลดทิฏฐิมานะ ไม่จองเวรพยาบาท เป็นการให้ความปลอดภัยและอิสระแก่จิตใจของทั้งตนเองและผู้อื่น

ศีล ๘ (ศีลอุโบสถ)

๑. ปาณาติปาตา เวรมณี : งดเว้นจากการฆ่าสัตว์และเบียดเบียนสิ่งมีชีวิต
๒. อทินนา ทานา เวรมณี : งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้ (ลักทรัพย์)
๓. อพรัหมะจริยา เวรมณี : งดเว้นจากการประพฤติผิดพรหมจรรย์ (งดเว้นจากการร่วมประเวณีทุกรูปแบบ)
๔. มุสาวาทา เวรมณี : งดเว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ และพูดเพ้อเจ้อ
๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี : งดเว้นจากการดื่มสุราเมรัย และของมึนเมา
๖. วิกาละโภชะนา เวรมณี : งดเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล (หลังเที่ยงวันถึงรุ่งเช้าของวันใหม่)
๗. นัจจะคีตะวาทิตะ วิสูกะทัสสะนามาลาคันธะวิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวรมณี : งดเว้นจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ดูการละเล่น ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ของหอม และประดับตกแต่งร่างกาย
๘. อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวรมณี : งดเว้นจากการนั่งนอนบนที่นอนสูงใหญ่ หรูหราฟุ่มเฟือย

มนุษย์

ศีล

ศีล ๕

คุณธรรมที่ทำให้เกิดเป็นมนุษย์
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี : เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง ฆ่าสัตว์ หรือทรมานสัตว์.
๒. อทินนาทานา เวรมณี : เว้นจากถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย คดโกงผู้อื่น.
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี : เว้นจากประพฤติผิดในกาม ผิดลูกเมียผู้อื่น.
๔. มุสาวาทา เวรมณี : เว้นจากการพูดเท็จ โกหกทำให้ผู้อื่นเสียประโยชน์.
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี : เว้นจากการดื่มสุราของเมา ทำลายสติสัมปชัญญะ.

บุคคล ๔ ประเภท

๑. มืดมา มืดไป (ตโมตมปรายโน) : เกิดมาลำบาก (มืด) แล้วยังประพฤติทุจริต ทำชั่ว (มืด) ตายไปสู่อบาย
๒. มืดมา สว่างไป (ตโมโชติปรายโน) : เกิดมาลำบาก (มืด) แต่สร้างบุญกุศล ประพฤติสุจริต (สว่าง) ตายไปสู่สุคติภูมิ
๓. สว่างมา มืดไป (โชติตมปรายโน) : เกิดมาดี รวย มีรูปงาม (สว่าง) แต่กลับประพฤติทุจริต ทำชั่ว (มืด) ตายไปสู่อบาย
๔. สว่างมา สว่างไป (โชติโชติปรายโน) : เกิดมาดี (สว่าง) แล้วยังคงทำความดี รักษาศีล เจริญภาวนา (สว่าง) ตายไปสู่สุคติภูมิ

บัว ๔ เหล่า


๑. อุคฆฏิตัญญู (บัวพ้นน้ำ) : ผู้มีสติปัญญาแก่กล้า กิเลสน้อย เปรียบเหมือนบัวที่โผล่พ้นน้ำ พอเจอแสงอาทิตย์ก็บานทันที (บรรลุธรรมได้อย่างรวดเร็ว)
๒. วิปจิตัญญู (บัวปริ่มน้ำ) : ผู้มีสติปัญญาปานกลาง เปรียบเหมือนบัวที่อยู่เสมอน้ำ รอเวลาจะบานในวันต่อๆ ไป (ได้รับคำอธิบายเพิ่มเติมก็รู้ธรรม)
๓. เนยยะ (บัวใต้น้ำ) : ผู้มีสติปัญญาปานกลางถึงน้อย เปรียบเหมือนบัวที่อยู่ใต้น้ำ แต่ยังเจริญเติบโตได้ ต้องหมั่นพากเพียรศึกษาจึงจะบาน (สามารถแนะนำให้บรรลุได้)
๔. ปทปรมะ (บัวจมในโคลน) : ผู้มีกิเลสหนา ปัญญาเบาบาง เปรียบเหมือนบัวที่จมในโคลนตม กลายเป็นอาหารของปลา ไม่มีโอกาสโผล่พ้นน้ำมาบาน (สอนไม่ได้)

อบายภูมิ

โลภะ โทสะ โมหะ

อกุศลมูล ๓

รากเง่าของอกุศล เรียกอกุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ
๑. โลภะ : อยากได้
๒. โทสะ : คิดประทุษร้ายเขา
๓. โมหะ : หลงไม่รู้จริง เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้ (๑) ก็ดี (๒) ก็ดี (๓) ก็ดี มีอยู่แล้ว อกุศลอื่นที่ยังไม่เกิด ก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรละเสีย.
ที. ปาฏิ. ๑๑/๒๙๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๖๔.

อนันตริยกรรม ๕

กรรมที่เป็นบาปหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตกนรกโลกันต์
๑. มาตุฆาต : ฆ่ามารดา.
๒. ปิตุฆาต : ฆ่าบิดา.
๓. อรหันตฆาต : ฆ่าพระอรหันต์.
๔. โลหิตุปบาท : ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป.
๕. สังฆเภท : ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน.
กรรม ๕ อย่างนี้ เป็นบาปอันหนักที่สุด ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้ถือพระพุทธศาสนา ห้ามไม่ให้ทำเป็นเด็ดขาด. องฺ. ปฺจก. ๒๒/๑๖๕.

อกุศลกรรมบถ ๑๐

กรรมชั่วที่ทำให้ตกอบาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย เปรต และตกนรก
จัดเป็นกายกรรม คือทำด้วยกาย ๓ อย่าง
๑. ปาณาติบาต : ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือฆ่าสัตว์.
๒. อทินนาทาน : ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย.
๓. กาเมสุ มิจฉาจาร : ประพฤติผิดในกาม.
จัดเป็นวจีกรรม คือทำด้วยวาจา ๔ อย่าง
๔. มุสาวาท : พูดเท็จ.
๕. ปิสุณาวาจา : พูดส่อเสียด.
๖. ผรุสวาจา : พูดคำหยาบ.
๗. สัมผัปปลาปะ : พูดเพ้อเจ้อ.
จัดเป็นมโนกรรม คือทำด้วยใจ ๓ อย่าง
๘. อภิชฌา : โลภอยากได้ของเขา.
๙. พยาบาท : ปองร้ายเขา.
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ : เห็นผิดจากคลองธรรม.
กรรม ๑๐ อย่างนี้ เป็นทางบาป ไม่ควรดำเนิน.
ที.มหา. ๑๐/๓๕๖. ที.ปาฏิ. ๑๑/๒๘๔. ม.มู. ๑๒/๕๒๑.

ทุจริต ๓ อย่าง

ความชั่ว ๓ ทาง แม้คิดร้ายในใจก็จัดเป็นกรรม เช่น คิดร้ายต่อพระอริยสงฆ์ บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ฯลฯ
๑. กายทุจริต : ประพฤติชั่วด้วยกาย.
๒. วจีทุจริต : ประพฤติชั่วด้วยวาจา
๓. มโนทุจริต : ประพฤติชั่วด้วยใจ

อุปกิเลส ๑๖

อุปกิเลส คือ เครื่องเศร้าหมอง ๑๖ อย่าง เป็นมลทินไม่ควรประพฤติ จิตที่เศร้าหมองก่อนตาย มีทุคติเป็นที่หวัง อาจไปจุติในอบายคือ เกิดเป็นสัตว์ อสุรกาย เปรต หรือตกนรก
๑. อภิชฌาวิสมโลภะ : ละโมบไม่สม่ำเสมอ คือความเพ่งเล็ง.
๒. โทสะ : ร้ายกาจ.
๓. โกธะ : โกรธ.
๔. อุปนาหะ : ผูกโกรธไว้.
๕. มักขะ : ลบหลู่คุณท่าน.
๖. ปลาสะ : ตีเสมอ คือยกตัวเทียมท่าน.
๗. อิสสา : ริษยา คือเห็นเขาได้ดี ทนอยู่ไม่ได้.
๘. มัจฉริยะ : ตระหนี่.
๙. มายา : มารยา คือเจ้าเล่ห์.
๑๐. สาเถยยะ : โอ้อวด.
๑๑. ถัมภะ : หัวดื้อ.
๑๒. สารัมภะ : แข่งดี.
๑๓. มานะ : ถือตัว.
๑๔. อติมานะ : ดูหมิ่นท่าน.
๑๕. มท : มัวเมา.
๑๖. ปมาทะ : เลินเล่อ.
ม. มู. ๑๒/๒๖-๒๗,๖๕.

เสริมสาระ

วัฏฏะ ๓ (ไตรวัฏฏ์)

วัฏสงสาร
๑. กิเลสวัฏฏะ (วงจรกิเลส) : ความเศร้าหมองที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว กระตุ้นให้ทำกรรม ได้แก่ อวิชชา (ความไม่รู้), ตัณหา (ความอยาก), และอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น)
๒. กรรมวัฏฏะ (วงจรกรรม) : การทำกรรมที่เกิดจากกิเลส นำไปสู่การกระทำดีหรือชั่ว ได้แก่ สังขาร (การปรุงแต่งทางใจ) และกรรมภพ (การกระทำที่เป็นกรรม)
๓. วิปากวัฏฏะ (วงจรวิบาก/ผลของกรรม) : การได้รับผลจากการกระทำ ได้แก่ วิญญาณ, นามรูป, อายตนะ, ผัสสะ, เวทนา, ชาติ (การเกิด), และชรามรณะ (ความแก่ความตาย) ซึ่งแสดงออกในรูปอุปัตติภพ (ภพที่เกิด) วัฏฏะทั้ง 3 นี้ทำงานสัมพันธ์กัน: กิเลส ทำให้ทำ กรรม -> กรรมส่งผลเป็น วิบาก -> วิบากทำให้เกิด กิเลส วนเวียนไม่จบสิ้น
อ่านวัฏฏะ ๓ และกฎแห่งกรรมเพิ่มเติมได้ที่นี่
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม
ไม่มีใครใหญ่เกินกรรม

ภพ ๓

ภพ แปลว่า โลกเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ คือ
๑. กามภพ : คือ ที่อยู่ของผู้ยังเสวยกามคุณ เสพกาม อาศัยกามอยู่ เกี่ยวข้องด้วยกามคุณ ๕ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ได้แก่ สวรรค์ ๖ ชั้น มนุษย์ ๑ และอบายภูมิ ๔ (สัตว์เดรัจฉาน อสุรกาย เปรต สัตว์นรก)
๒. รูปภพ : คือ ที่อยู่ของรูปพรหม (๑๖ ชั้น)
๓. อรูปภพ : คือ ที่อยู่ของอรูปพรหม (๔ ชั้น)

ภูมิ ๔

ภูมิของจิต ระดับของจิต
๑. กามาวจรภูมิ : ภูมิของผู้ยังยินดีในกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าใคร่น่าพอใจ ยังติดในสุขอย่างหยาบยังอาศัยกิเลส ได้แก่ สวรรค์ ๖ ชั้น มนุษย์ ๑ และอบายภูมิ ๔,
๒. รูปาวจรภูมิ: จิตของผู้ที่ได้รูปฌาน ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ ชั้น สุขที่ปราณีตขึ้นเป็นสุขในฌาน
๓. อรูปาวจรภูมิ: จิตของผู้ที่ได้อรูปฌาน ได้แก่อรูปพรหม ๔ ชั้น สุขในฌานที่ปราณีตขึ้นไปอีก
๓ ระดับนี้ยังจัดเป็น โลกิยภูมิ ภูมิจิตระดับโลกีย์ เป็นจิตของผู้ที่ยังมีกิเลส และยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น แม้เป็นพรหมก็ยังต้องกลับลงมาเกิดเช่นเดิม เว้นผู้ที่เป็นพระอนาคามี
๔. โลกุตตรภูมิ : ภูมิจิตระดับพ้นจากโลก พ้นวัฏสงสารคือพ้นจากการครอบงำของกิเลส ได้แก่พระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป เป็นสุขที่ละเอียดที่สุด สุขของผู้ที่หมดกิเลส