Logo

วัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ

แผนภูมิการเดินทางของจิตจากต่ำสุดสู่การหลุดพ้น

วัฏสงสาร
ชั้นอริยะ
โลกุตตรภูมิ ๔
เป็นพระอริยะเพราะละ "สังโยชน์"
ภูมิจิตของพระอริยบุคคลผู้พ้นกิเลส ผู้ปฏิบัติสมถะและวิปัสสนากัมมัฏฐาน

๔. พระอรหันต์

พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด ตัดกิเลสได้หมดจดไม่เกิดในภพภูมิใดๆ อีก

พระอรหันต์ ละสังโยชน์ครบ ๑๐ ประการ คือ
 ๑. สักกายทิฏฐิ : ความเห็นผิดว่ามีตัวตน (ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา)
 ๒. วิจิกิจฉา : ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย หรือในทางปฏิบัติ
 ๓. สีลัพพตปรามาส : ความถือมั่นศีลพรตที่งมงาย ความยึดมั่นในพิธีกรรม
 ๔. กามราคะ : ความกำหนัดยินดีในกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
 ๕. ปฏิฆะ : ความกระทบกระทั่งในใจ ความโกรธเคือง
 ๖. รูปราคะ : ความติดใจในรูปฌาน หรือรูปธรรมที่ประณีต
 ๗. อรูปราคะ : ความติดใจในอรูปฌาน หรืออรูปธรรมที่ประณีต
 ๘. มานะ : ความถือตัว สำคัญตนว่าดีกว่า เสมอกัน หรือเลวกว่าผู้อื่น
 ๙. อุทธัจจะ : ความฟุ้งซ่านของจิต
 ๑๐. อวิชชา : ความไม่รู้จริง (อริยสัจ ๔)

๓. พระอนาคามี

ตายแล้วไปอุบัติบนพรหมชั้นสุทธาวาส และบำเพ็ญเพียรจนบรรลุพระอรหันต์ ไม่กลับมาเกิดอีก

พระอนาคามี ละ สังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๕ ประการ คือ
 ๑. สักกายทิฏฐิ : ความเห็นผิดว่ามีตัวตน (ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา)
 ๒. วิจิกิจฉา : ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย หรือในทางปฏิบัติ
 ๓. สีลัพพตปรามาส : ความถือมั่นศีลพรตที่งมงาย ความยึดมั่นในพิธีกรรม
 ๔. กามราคะ : ความกำหนัดยินดีในกามคุณ ๕ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
 ๕. ปฏิฆะ : ความกระทบกระทั่งในใจ ความโกรธเคือง

๒. พระสกทาคามี

เกิดอีกเพียง ๑ ชาติก็จะบรรลุพระอรหันต์

พระสกทาคามี ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง

๑. พระโสดาบัน

เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติก็จะบรรลุพระอรหันต์ และจะเกิดเฉพาะในสุคติภูมิเท่านั้น ไม่เกิดในอบายภูมิอีก (ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือตกนรก)

พระโสดาบัน ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ
 ๑. สักกายทิฏฐิ : ความเห็นผิดว่ามีตัวตน (ยึดขันธ์ ๕ ว่าเป็นเรา)
 ๒. วิจิกิจฉา : ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย หรือในทางปฏิบัติ
 ๓. สีลัพพตปรามาส : ความถือมั่นศีลพรตที่งมงาย ความยึดมั่นในพิธีกรรม

วัฏสงสาร ๓๑ ภูมิ (สังสารวัฏ)

ภูมิ หมายถึง แผ่นดิน ที่อยู่อาศัย หรือที่ที่สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ยังมีกิเลสในสันดานจะต้องไปเวียนว่ายตายเกิด มีทั้งหมด ๓๑ ภูมิ จำแนกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ เรียกว่า ไตรภูมิ ได้แก่
 ๑. กามาวจรภูมิ (ภูมิของผู้ยินดีในกามคุณ ๕ คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ที่น่าใคร่น่าพอใจ) ได้แก่ สวรรค์ ๖ ชั้น มนุษย์ ๑ และอบายภูมิ ๔,
 ๒. รูปาวจรภูมิ (ภูมิของผู้ที่ได้รูปฌาน) ได้แก่ รูปพรหม ๑๖ ชั้น,
 ๓. อรูปาวจรภูมิ (ภูมิของผู้ที่ได้อรูปฌาน) ได้แก่อรูปพรหม ๔ ชั้น

ภูมิ ในอีกความหมายหนึ่งหมายถึง ระดับชั้นของจิต แบ่งเป็น ๒ ระดับคือ
 ๑. โลกิยภูมิ ภูมิจิตระดับโลกีย์ เป็นภูมิจิตของผู้ที่ยังมีกิเลส และยังต้องเวียนว่าย ตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น
 ๒. โลกุตตรภูมิ ภูมิจิตระดับพ้นจากโลก คือพ้นจากการครอบงำของกิเลส ได้แก่พระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป

พรหม
อรูปพรหมภูมิ (๔ ภูมิ)
เป็นพรหมเพราะทำสมาธิ "ภาวนา"
ภูมิของผู้ทำสมาธิภาวนาได้อรูปฌาน ๔ (ฌานที่ ๕ - ๘)

๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ

พรหมผู้ไม่มีรูป มีเพียงจิตที่เสวยสุขในอรูปฌาน

พรหมโลกชั้นที่ ๒๐ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของพรหมผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฌานที่ได้จากการกำหนดเอาความไม่มีสัญญาอย่างหยาบ แต่มีสัญญาอย่างละเอียดเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกรรมฐาน อายุขัยของพรหมชั้นนี้นับได้ ๘๐,๐๐๐ มหากัป
บุพกรรม: บรรลุอรูปฌานที่ ๔ เนวสัญญานาสัญญายตนฌานเท่านั้น

๓. อากิญจัญญายตนภูมิ

พรหมผู้ไม่มีรูป มีเพียงจิตที่เสวยสุขในอรูปฌาน

พรหมโลกชั้นที่ ๑๙ เป็นที่อยู่ของพรหมผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน ฌานที่ได้จากการกำหนดเอานัตถิภาวะ คือความไม่มีวิญญาณเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกรรมฐาน พร้อมกับบริกรรมว่า “นัตถิ กิญจิ ไม่มีอะไร” อายุขัย ๖๐,๐๐๐ มหากัป
บุพกรรม: บรรลุอรูปฌานที่ ๓ อากิญจัญญายตนฌานเท่านั้น

๒. วิญญาณัญจายตนภูมิ

พรหมผู้ไม่มีรูป มีเพียงจิตที่เสวยสุขในอรูปฌาน

พรหมโลกชั้นที่ ๑๘ วิญญาณัญจายตนภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของพรหมผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน ฌานที่ได้จากการกำหนดเอาวิญญาณที่ไม่มีจำกัดเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกรรมฐาน พร้อมกับบริกรรมว่า “วิญญาโณ อะนันโต วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด” อายุขัยของพรหมชั้นนี้นับได้ ๔๐,๐๐๐ มหากัป
บุพกรรม: ผู้ที่เกิดในพรหมโลกชั้นนี้ต้องได้อรูปฌานที่ ๒ วิญญาณัญจายตนฌานเท่านั้น

๑. อากาสานัญจายตนภูมิ

พรหมผู้ไม่มีรูป มีเพียงจิตที่เสวยสุขในอรูปฌาน

พรหมโลกชั้นที่ ๑๗ เป็นที่อยู่ของพรหมผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน ฌานที่ได้จากการกำหนดเพ่งอากาศที่ไม่มีจำกัดเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกรรมฐาน พร้อมกับบริกรรมว่า “อากาโส อะนันโต อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” สุขที่ได้ จากฌานสมาบัติของพรหมชั้นนี้ย่อมละเอียดประณีต และเป็นสุขยิ่งกว่ารูปพรหมทั้งหมด อายุขัยนับได้ ๒๐,๐๐๐ มหากัป ผู้ที่เกิดในพรหมโลกชั้นนี้ต้องได้อากาสานัญจายตนฌานเท่านั้นยของพรหม ชั้นนี้นับได้ ๖๐,๐๐๐ มหากัป
บุพกรรม: ผู้ที่เกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้ต้องเป็นผู้ที่ได้อรูปฌานที่ ๑ อากิญจัญญายตนฌานเท่านั้น
รูปพรหมภูมิ (๑๖ ภูมิ)
เป็นพรหมเพราะทำสมาธิ "ภาวนา"
ภูมิของผู้ทำสมาธิภาวนาได้รูปฌาน ๔ (ฌานที่ ๑ - ๔)

รูปพรหมชั้นที่ ๑๒ - ๑๖ (อนาคามี)

พรหมที่มีบำเพ็ญวิปัสสนาจนได้เป็นพระอนาคามี อุบัติในพรหม ๕ ชั้นนี้

๑๖. อกนิฏฐาสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๖) เป็นที่อยู่ของเหล่าพรหมผู้สูงสุด มีพรหมสมบัติและความสุขวิเศษไม่เป็นรองใคร มีอายุขัย ๑๖,๐๐๐ มหากัป เมื่อเสวยสุขครบตามอายุขัยแล้วจะได้บรรลุพระอรหันต์ไม่เกิดอีก
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้ จะต้องเป็นผู้ที่ได้จตุตถฌานแล้วเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอนาคามี ประเภทปัญญินทรีย์ คือมีปัญญาแก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น
๑๕. สุทัสสีสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๕) พรหมผู้งดงามน่าทัศนายิ่งกว่าพรหมชั้นสุทัสสา มีอายุขัย ๘,๐๐๐ มหากัป
บุพกรรม : จะเกิดชั้นนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่ได้จตุตถฌานแล้วสำเร็จเป็นพระอนาคามี ประเภทสมาธินทรีย์ คือมีสมาธิแก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น
๑๔. สุทัสสาสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๔) พรหมผู้งดงามน่าทัศนา มีอายุขัย ๔,๐๐๐ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่ได้จตุตถฌานแล้วเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอนาคามี ประเภทสตินทรีย์ คือมีสติแก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น
๑๓. อตัปปาสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๓) พรหมชั้นนี้มีอายุขัย ๒,๐๐๐ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่ได้จตุตถฌานแล้วเจริญวิปัสสนาภาวนาจนสำเร็จเป็นพระอนาคามี ประเภทวิรินทรีย์ คือมีวิริยะแก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น
๑๒. อวิหาสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๒) พรหมผู้ไม่เสื่อมคลายจากสมบัติของตนง่าย มีอายุขัย ๑,๐๐๐ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดชั้นนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่ได้จตุตถฌานแล้วสำเร็จเป็นพระอนาคามี ประเภทสัทธินทรีย์ คือมีศรัทธาแก่กล้ากว่าอินทรีย์อื่น

รูปพรหมชั้นที่ ๑๐ - ๑๑ (จตุตถฌาน)

พรหมที่บรรลุรูปฌานที่ ๔

๑๑. อสัญญสัตตาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๑) เป็นพรหมผู้มีแต่รูปขันธ์ ไม่มีนามขันธ์ มีแต่รูปกายแต่ไม่มีความรู้สึก เรียกกันว่า พรหมลูกฟัก มีอายุขัย ๕๐๐ มหากัปเท่ากับเวหัปผลาภูมิ
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดชั้นนี้ต้องได้จตุตถฌานและเป็นผู้มีสัญญาวิราคภาวนา
๑๐. เวหัปผลาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๐) พรหมที่เสวยผลแห่งฌานได้อย่างไพบูลย์เต็มที่ กล่าวคือ ในคราวที่โลกถูกทำลายด้วยไฟ พรหมโลก ๓ ชั้นแรกจะถูกทำลายไปด้วย เมื่อโลกถูกทำลายด้วยน้ำ พรหมโลก ๖ ชั้นแรกจะถูกทำลายไปด้วย เมื่อโลกถูกทำลายด้วยลม พรหมโลก ๙ ชั้นแรกจะถูกทำลาย แต่พรหมโลกเวหัปผลาภูมิอยู่ในชั้นที่ ๑๐ นี้ ไม่มีอันตรายใดๆ มีอายุขัย ๕๐๐ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเจริญสมถภาวนาถึงขั้นได้จตุตถฌานเท่านั้น

รูปพรหมชั้นที่ ๗ - ๙ (ตติยฌาน)

พรหมที่บรรลุรูปฌานที่ ๓

๙. สุภกิณหาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๙) พรหมที่มีรัศมีงดงามกระจ่างจ้าออกทั่วกายตลอดเวลา เสวยปีติสุขอันเกิดแต่ฌานสมาบัติที่ประณีตยิ่งกว่าพรหมชั้นอัปปมาณสุภาภูมิ มีอายุขัย ๖๔ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้ เพราะได้ตติยฌานระดับสูง
๘. อัปปมาณสุภาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๘) พรหมที่มีรัศมีงดงามและเสวยสุขอันประณีตยิ่งกว่าพรหมชั้นปริตตสุภาภูมิเกินที่จะประมาณได้ มีอายุขัย ๓๒ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเจริญสมถภาวนาจนได้ตติยฌานระดับกลาง
๗. ปริตตสุภาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๗) พรหมที่มีรัศมีงดงามน้อยที่สุดในบรรดาผู้ได้ตติยฌาน แต่ก็ยังเสวยปีติสุขที่ประณีตยิ่งกว่าพรหมชั้นอาภัสสราภูมิ มีอายุขัย ๑๖ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเจริญสมถภาวนาจนได้ตติยฌานระดับสามัญ

รูปพรหมชั้นที่ ๔ - ๖ (ทุติยฌาน)

พรหมที่บรรลุรูปฌานที่ ๒

๖. อาภัสสราภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๖) พรหมผู้มีแสงแห่งรัศมีเป็นสีต่างๆ เปล่งออกรอบร่างกายงดงามยิ่งกว่าพรหมทุกชั้น มีอายุขัย ๘ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเจริญสมถภาวนาจนได้ทุติยฌานระดับสูง
๕. อัปปมาณาภาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๕) พรหมผู้มีแสงสว่างมากกว่าปริตตาภาภูมิเกินที่จะประมาณได้ เสวยสุขจากฌานสมาบัติที่ประณีตยิ่งกว่าปริตตาภาพรหม มีอายุขัย ๔ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเจริญสมถภาวนา จนได้ทุติยฌานระดับกลาง
๔. ปริตตาภาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๔) พรหมผู้มีแสงสว่างรุ่งเรืองน้อย เสวยสุขจากฌานสมาบัติที่ประณีตยิ่งกว่าพรหม ๓ ชั้นแรก มีอายุขัย ๒ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเจริญสมถภาวนาจนได้ทุติยฌานระดับสามัญ

รูปพรหมชั้นที่ ๑ - ๓ (ปฐมฌาน)

พรหมที่บรรลุรูปฌานที่ ๑

๓. มหาพรหมาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๓) เป็นที่อยู่ของเหล่าท้าวมหาพรหม ซึ่งเป็นพรหมใหญ่สุดในบรรดาผู้ได้ปฐมฌาน ทั้งเสวยสุขจากฌานสมาบัติที่ประณีตยิ่งกว่า มีอายุ ๑ มหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเจริญสมถภาวนาจนได้ปฐมฌานระดับสูง
๒. พรหมปุโรหิตาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๒) พรหมผู้เป็นปุโรหิต ผู้นำในการทำกิจต่างๆ ของเหล่าพรหมชั้นมหาพรหมาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๓) มีอายุกึ่งมหากัป
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้ได้จะต้องเจริญสมถภาวนาจนได้ปฐมฌานระดับกลาง
๑. พรหมปาริสัชชาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑) เป็นที่อยู่ของพรหมผู้เป็นบริวารของเหล่าท้าวมหาพรหม ผู้สถิตในพรหมโลกชั้นมหาพรหมาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๓) มีอายุ ๑ ใน ๓ มหากัป แม้จะเป็นพรหมโลกชั้นต่ำสุด แต่ก็เสวยสุขที่ประณีตยิ่งกว่าเทวดา ในสวรรค์ชั้นสูงสุด
บุพกรรม : ผู้ที่จะเกิดในพรหมโลกชั้นนี้จะต้องเจริญสมถภาวนาจนได้ปฐมฌานระดับสามัญ
สวรรค์
เทวภูมิ (สวรรค์ ๖ ภูมิ)
เป็นเทวดาเพราะให้ "ทาน" ถือ "ศีล"
ภูมิของผู้ทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล ละเอียดปราณีตแตกต่างกัน

๖. ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ

เสวยทิพยสมบัติอันประณีต

สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวสวัตดี แปลว่า เทวดาผู้ปรารถนาสิ่งใดก็มีผู้เนรมิตให้ทุกสิ่ง พญามารวสวัตดีก็อยู่ในสวรรค์ชั้นนี้ มีอายุยืน ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์
บุพกรรม: ทำความดีต่างๆ ด้วยหวังให้ใจเกิดปีติสุขจากการทำความดีนั้นๆ มีจิตบริสุทธิ์ ให้ทาน รักษาศีลอย่างยิ่งยวด

๕. นิมมานรดีภูมิ

เสวยทิพยสมบัติอันประณีต

สวรรค์ชั้นที่ ๕ นิมมานรดี แปลว่า เทวดาผู้สามารถเนรมิตทุกสิ่งอย่างได้ตามใจชอบ มีอายุยืน ๘,๐๐๐ ปีทิพย์
บุพกรรม: เกิดในชั้นนี้ได้ด้วยผลแห่งการทำความดี ด้วยจิตที่ประสงค์จะเจริญรอยตามพระโพธิสัตว์หรือพระพุทธเจ้า หรือเหล่าพระอรหันตสาวก

๔. ตุสิตาภูมิ

ชั้นที่มีพระโพธิสัตว์มาจุติก่อนเป็นพระพุทธเจ้า

สวรรค์ชั้นที่ ๔ ตุสิตา แปลว่า ผู้มีแต่ความสุขและความเบิกบานใจ สวรรค์ชั้นนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่ารื่นรมย์ยินดี เป็นที่สถิตของเทวดาผู้เป็นบัณฑิต พระโพธิสัตว์ในชาติสุดท้ายก่อนจะจุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะประทับอยู่ ณ สวรรค์ชั้นนี้
บุพกรรม: ด้วยผลแห่งการทำความดีด้วยประสงค์สะสมบารมีให้ตนบรรลุมรรคผลนิพพานหรือเพื่ออนุเคราะห์ บำรุง สนับสนุนนักบวชให้มีแรงในการปฏิบัติธรรม หรือเพื่อให้ตนบรรลุธรรม

๓. ยามาภูมิ

สวรรค์ระดับกลาง มีรัศมีสว่างรุ่งเรือง

สวรรค์ชั้นที่ ๓ ยามา เทวดาชั้นนี้มีรัศมีซ่านออกจากร่างกายสว่างไสวรุ่งเรืองมาก จนทำให้สวรรค์มีความสว่างอยู่ตลอดเวลาแยกไม่ออกว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน ต้องสังเกตจากการหุบและบานของดอกไม้จึงจะรู้ ดอกไม้บานคือกลางวัน ดอกไม้หุบคือกลางคืน มีอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์
บุพกรรม: เกิดในชั้นนี้ได้ ด้วยผลแห่งการทำความดีเพราะหวังจะรักษาขนบธรรมเนียมอันดีงามเอาไว้ ซึ่งหมายถึงการทำบุญตามประเพณี เช่น ทำบุญทอดกฐิน ตักบาตรเทโวฯ เป็นต้น

๒. ตาวติงสาภูมิ

ชั้นที่มีพระอินทร์ปกครอง

สวรรค์ชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์ ตั้งอยู่บนยอดเขาสิเนรุ เมืองหลวงชื่อสุทัสสนนคร ปกครองโดยท้าวสักกมหาราช หรือพระอินทร์ เป็นที่ตั้งพระเกศแก้วจุฬามณี พระเจดีย์ที่บรรจุพระเกศโมลีและพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์
บุพกรรม: เกิดในสวรรค์ชั้นนี้เพราะการทำความดีด้วยเห็นว่าเป็นความดีที่ควรทำ ไม่ได้ทำเพราะจำใจหรือจำเป็น และไม่หวังผลตอบแทน

๑. จาตุมหาราชิกาภูมิ

ชั้นที่อยู่ใกล้มนุษย์ภูมิมากที่สุด

สวรรค์ชั้นที่ ๑ จาตุมหาราชิกา เป็นสวรรค์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ปกครองโดยท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวเวสสุวัณ เทวดาชั้นนี้แบ่งเป็น ๓ จำพวกตามที่อยู่ คือ ๑. ภุมมัฏฐเทวดา เทวดาที่สถิตอยู่ตามพื้นดิน ๒. รุกขเทวดา เทวดาที่สถิตอยู่ตามต้นไม้ ๓. อากาสัฏฐเทวดา เทวดาที่สถิตอยู่บนอากาศ มีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์
บุพกรรม: เกิดด้วยผลแห่งการทำความดีด้วยจิตที่ปรารถนาอยากเสวยผลแห่งความดีที่ทำ ทำดีแต่ยังหวังผล

โลก มนุษย์
มนุษยภูมิ (๑ ภูมิ)
เป็นมนุษย์เพราะรักษา "ศีล ๕"
ภูมิของมนุษย์ ศูนย์กลางแห่งการเลือกสร้างบารมีหรือตกอบาย

มนุษย์

มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกัน เป็นภูมิเดียวที่สามารถบรรลุธรรมได้ง่ายที่สุด

ลักษณะ : ภูมิเป็นที่อยู่ของมนุษย์ ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเทวโลกกับอบายภูมิ ผู้ที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์นี้ต้องประกอบกุศลกรรมคือรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ในระดับหนึ่ง จำแนกเป็น ๗ ประเภท คือ
 ๑. มนุสสนิรโย มนุษย์ที่มาจากนรกมีกรรมติดตัวมามาก
 ๒. มนุสสเปโต มนุษย์ที่มาจากเปรตภูมิ มีชีวิตที่อดอยากยากจน
 ๓. มนุสสอสุรกาโย มนุษย์ที่มาจากอสุรกายภูมิ มีความเหี้ยมโหด ลามก มีจิตวิตถารผิดมนุษย์
 ๔. มนุสสติรัจฉาโน กำเนิดมาจากเดรัจฉานภูมิ ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ เสพสมไม่เลือก
 ๕. มนุสสมนุสโส กำเนิดมาจากมนุษย์ มีความโอบอ้อมอารี รู้จักบาปบุญคุณโทษ
 ๖. มนุสสเทโว กำเนิดมาจากสวรรค์ มีจิตใจดีงาม ละอายต่อการทำชั่ว สุขสบาย
 ๗. มนุสสอริโย เป็นพระอริยะหรือพระโพธิสัตว์มาเกิด ใจบุญสุนทาน ชอบการปฏิบัติธรรม
บุพกรรม : รักษาศีล ๕ เป็นพื้นฐาน รูปร่างผิวพรรณ อายุสั้นหรือยืนยาว ร่ำรวยหรือยากจน ตามกรรมที่ทำมาหยาบหรือประณีต
โลกมนุษย์
วันเทโวโรหณะ
โลกมนุษย์ :
เป็นที่อยู่ของ ๒ ภูมิ คือ
 ๑. มนุษย์ภูมิ (มนุษย์) และ
 ๒. ติรัจฉานภูมิ(สัตว์เดรัจฉาน)
ภูมิที่ใกล้ชิดโลกมี ๒ ภูมิ คือ
 ๑. เทวดาชั้นที่ ๑ จาตุมมหาราชิกา เหล่าภุมมัฏฐเทวดา หรือรุกขเทวดา เทวดาที่อยู่ตามพื้นดินและต้นไม้ ถือเอา ภูเขา แม่น้ำ ต้นไม้ หรือศาลา เป็นที่อยู่เป็นวิมานของตน
  ๒. อบายภูมิ ได้แก่อสุรกาย(ผี) และ เปรต ที่ยังไม่ไปจุติ วนเวียนขอส่วนบุญจากญาติ เช่น เปรตพระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น
วันเทโวโรหณะ : หรือวันพระเจ้าเปิดโลก คือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ (หลังวันออกพรรษา ๑ วัน) ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กลับสู่โลกมนุษย์หลังจำพรรษาและโปรดพระพุทธมารดา โดยพุทธานุภาพได้เปิดโลกทั้ง ๓ คือ สวรรค์ มนุษย์ และนรก ให้มองเห็นกันได้
อบาย
อบายภูมิ (๔ ภูมิ)
ตกอบายเพราะ "โลภ" "โกรธ" "หลง"
ภูมิต่ำของเหล่าสัตว์ที่จิตตกต่ำ สร้างกรรมชั่ว(อกุศลกรรมบถ)ไว้มาก
เต็มไปด้วยความทุกข์ ปราศจากความเจริญ

๔. ติรัจฉานภูมิ

ภูมิที่ปราศจากความเจริญและไร้โอกาสสร้างบุญ

ติรัจฉานภูมิ (เดรัจฉาน) ได้แก่ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ดิรัจฉาน ดิรัจฉาน แปลว่า ผู้เจริญเติบโตทางขวาง คือขนานกับพื้น หรือแปลว่าผู้ขวางต่อมรรคผลนิพพานก็ได้ ไม่รู้จักแยกแยะบาปบุญคุณโทษ รู้เพียงการสืบพันธุ์ การกิน การนอน และกลัวตาย บางชนิดกินพืช บางชนิดกินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร บางชนิดอยู่ในน้ำ บางชนิดอยู่บนบก บางชนิดอยู่ในร่างกายของสัตว์อื่น บางชนิดมองไม่เห็นด้วยตา
บุพกรรม : ผู้ที่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมักเกิดด้วยอำนาจแห่งอุปาทานคือความหลงยึดมั่นถือมั่น เต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เช่น คนที่หวงทรัพย์มักเกิดเป็นงู หรือเป็นสุนัขเฝ้าสมบัติ หรือเกิดด้วยอำนาจของเศษกรรมที่ยังเหลือ ที่ตนชดใช้ในนรก เปรต อสุรกายแล้ว แต่ยังไม่หมด

๓. อสุรกายภูมิ

ภูมิที่ปราศจากความเจริญและไร้โอกาสสร้างบุญ

อสุรกายภูมิ (อสุรกาย) ได้แก่ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของอสุรกาย อสุรกาย แปลว่า ผู้มีรูปกายที่ไม่น่าดู น่าเกลียดน่ากลัว จัดเข้าในจำพวกภูตผีปีศาจ อาจแยกเป็น ๒ ประเภท คือ
 ๑. ประเภทมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เช่น ดวงวิญญาณที่สิงสถิตที่ศาลต่างๆ
 ๒. ประเภทเร่ร่อนไม่มีที่อยู่ที่เรียกว่า สัมภเวสี อสุรกายนี้มีวิบากกรรมคล้ายกับพวกเปรต แต่ดีกว่าเปรตตรงที่เมื่อหิวก็สามารถหากินได้และไม่ต้องเสวยผลกรรมอยู่ตลอดเวลา ชอบให้มนุษย์กราบไหว้เซ่นสรวงด้วยของที่ตนชอบ เช่น เหล้า บุหรี่ หัวหมู ไก่ต้ม เป็นต้น สามารถทำร้ายมนุษย์หรือเข้าสิงมนุษย์ได้ถ้าหากมนุษย์ขัดใจ

๒. เปตติวิสยภูมิ

ภูมิที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน ปราศจากความเจริญและไร้โอกาสสร้างบุญ

เปตติวิสยภูมิ (เปรต) ได้แก่ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของเปรต เปรต แปลว่า ผู้ห่างไกลจากความสุข เกิดด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น มีมากมายหลายชนิด รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวและเสวยผลกรรมแตกต่างกันไป จำแนกได้ ๕ ประเภท คือ
 ๑. ขุปปิปาสิกเปรต เปรตที่เสวยผลกรรมด้วยความอดอยากหิวโหย อยากกินแต่ไม่ได้กิน
 ๒. วันตาสเปรต เปรตที่กินของสกปรก เช่น น้ำมูก น้ำลาย เป็นอาหาร
 ๓. ปรทัตตูปชีวีเปรต เปรตที่เป็นอยู่ด้วยบุญที่เขาอุทิศให้
 ๔. ณิชฌามตัณหิกเปรต เปรตที่ถูกไฟเผาร่างกายเพื่อชดใช้กรรม
 ๕. วิมานิกเปรต เปรตที่มีวิมานที่อยู่เป็นของตน เกิดด้วยอำนาจของการทำบุญปนบาป เช่น กลางคืนเป็นเทพธิดา กลางวันเป็นนางเปรตให้สุนัขกัด เป็นต้น

๑. นรกภูมิ

ภูมิที่ต้องชดใช้กรรมและทุกข์ทรมานตลอดเวลา

นรกภูมิ แม้มีภูมิเดียว ชั้นเดียว แต่กว้างใหญ่และแยกออกไปได้มหาศาล ประกอบด้วย
 ๑. มหานรก ๘ ขุม สำหรับผู้ทำบาปอกุศลกรรมบถ ๑๐ เช่นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดลูกเมียคนอื่น ฯลฯ มีอุสสทนรก และยมโลกนรกล้อมรอบภายนอก
 ๒. อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม ขุมบริวารล้อมรอบมหานรกทั้ง ๔ ทิศ
 ๓. ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม รอบนอกชั้นที่ ๓ ของมหานรก
 ๔. โลกันตนรก ๑ ขุม ใหญ่สุดและอยู่ขอบจักรวาล สำหรับผู้ทำกรรมหนัก (อนันตริยกรรม) เช่น ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ฯลฯ
รวม ๔๕๗ ขุม
ผังขุมนรก
ผังแสดงขุมนรก
นรกภูมิ มีขุมนรกใหญ่ ๘ ขุม เรียกว่า "มหานรก" มหานรกแต่ละขุมนั้น มีอุสสทนรก และยมโลกนรกล้อมรอบภายนอก มีประตู ๔ ทิศ เมื่อสัตว์นรกที่มีกรรมเบาบางออกจากประตูใหญ่ไป จะเจอกับอุสสทนรก ๔ ขุม ชดใช้กรรมไปทีละขุม (๔ ทิศ รวม ๑๖ ขุม) เมื่อพ้นอุสสทนรกออกมา ก็จะเจอกับยมโลกนรกที่ล้อมรอบเป็นด่านสุดท้าย (ทิศละ ๑๐ ขุม รวม ๔๐ ขุม)

มหานรก ๘ ขุม

นรกที่ปราศจากความว่างเว้นจากความทุกข์ทรมาน

 ๑. สัญชีวนรก (นรกไม่มีวันตาย) สัตว์นรกขุมนี้ ไม่อาจจะยืนนิ่งอยู่เฉยเพราะพื้นเป็นแผ่นเหล็กแดง ต่างพากันวิ่งไปทางโน้นทางนี้ จากนั้นก็จะมีฝนอาวุธตกลงมาเสียบแทง เจ็บปวดจนตาย ตายแล้วก็ฟื้น เป็นตายอยู่เช่นนี้จนกว่าจะสิ้นกรรม
 ๒. กาฬสุตตนรก (นรกด้ายดำ) สัตว์นรกขุมนี้จะถูกนายนิรยบาลเอาด้ายดำตีเส้นบนลำตัว แล้วใช้เลื่อยบ้าง มีดบ้าง ขวานบ้าง ตัดร่างกายตามรอยเส้นที่ทำเครื่องหมายไว้
 ๓. สังฆาฏนรก (นรกบดขยี้) สัตว์นรกขุมนี้จะถูกลงโทษด้วยการให้ก้อนเหล็กขนาดเท่าภูเขาที่มีไฟลุกโชน กลิ้งมาจากทิศทั้ง ๔ ไล่บดขยี้ร่างจนแหลกละเอียด
 ๔. โรรุวนรก (นรกครวญคราง) หรือ ปทุมนรก (นรกดอกบัว) สัตว์นรกขุมนี้จะถูกขังตรึงอยู่ในดอกบัวเหล็ก และถูกไฟนรกแผดเผาเข้าไปในทวารทั้งเก้า เจ็บปวดทรมานแสนสาหัส
 ๕. มหาโรรุวนรก (นรกกรีดร้อง) มีลักษณะการลงโทษเหมือนกับนรกขุมที่ ๔ แต่มีความรุนแรงและทารุณยิ่งกว่าหลายเท่า
 ๖. ตาปนนรก (นรกย่างสด) สัตว์นรกขุมนี้จะถูกเสียบไว้บนปลายหลาวเหล็ก และมีไฟนรกพุ่งขึ้นมาแผดเผาย่างทั้งเป็น จากนั้นก็มีสุนัขนรกกระโดดเข้ากัดกินเนื้อเหลือแต่กระดูก
 ๗. มหาตาปนนรก (นรกแผดเผา) สัตว์นรกขุมนี้จะถูกนายนิรยบาลบังคับให้ปีนขึ้นไปบนภูเขาเหล็กที่ลุกโชนไปด้วยเปลวไฟนรก ได้รับทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส
 ๘. อเวจีนรก (นรกไม่มีผ่อนปรน) ผู้ที่เกิดในนรกขุมนี้จะถูกหลาวเหล็กเสียบตรึงไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนในกล่องเหล็ก จากนั้นก็จะมีเปลวไปพุ่งมาจากทิศทั้ง ๔ แผดเผาร่าง จะดิ้นทุรนทุรายเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดก็ไม่ได้
บุพกรรม : ขณะเป็นมนุษย์มักทำบาปอกุศลกรรมบถ ๑๐ อย่างหนัก เช่นฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ผิดลูกเมียคนอื่น แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๑๕,๐๐๐ โยชน์ (๑ โยชน์ = ๑๖ กิโลเมตร)

อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม

เมื่อเศษกรรมเบาบาง พ้นจากมหานรกออกมา ต้องรับกรรมในอุสสทนรกรอบนอกอีกชั้นก่อน มี ๔ ขุมคือ

 ๑. คูถนรก (นรกอุจจาระ) ตั้งอยู่ใกล้มหานรกที่สุด สัตว์นรกที่พ้นโทษจากมหานรกแล้ว แต่ถ้ายังมีเศษกรรมติดตัวอยู่ก็จะถูกต้อนมาที่นรกขุมนี้ สัตว์นรกจะถูกจับโยนลงไปในบ่ออุจจาระที่เดือดพล่านและถูกหมู่หนอนปากเหล็กชอนไชกัดกินร่างกาย
 ๒. กุกกุฬนรก (นรกขี้เถ้า) สัตว์นรกที่ใช้กรรมในคูถนรกแล้วแต่ยังไม่หมดกรรม ก็จะถูกต้อนมาที่นรกขี้เถ้านี้ เมื่อมาถึงนายนิรยบาลก็จะไล่ต้อนและจับโยนลงไปในหลุมเถ้าที่เต็มไปด้วยถ่านเพลิงนรกทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
 ๓. อสิปัตตวนนรก (นรกใบไม้ดาบ) สัตว์นรกจากนรกขี้เถ้าที่ยังไม่หมดกรรม จะถูกต้อนมาที่นรกขุมนี้ ซึ่งมีต้นมะม่วงใหญ่ สัตว์นรกจะเข้าไปอาศัยใต้ต้นมะม่วง แต่จะเกิดลมพัดอย่างแรง ใบมะม่วงร่วงหล่นลงกลายเป็นหอกดาบพุ่งเสียบร่างสัตว์นรกเจ็บปวดทรมาน
 ๔. เวตรณีนรก (นรกน้ำเค็ม) สัตว์นรกจากขุมใบไม้ดาบ จะถูกต้อนมาที่นรกน้ำเค็ม ที่เต็มไปด้วยสายบัวที่มีหนามเป็นเหล็ก สัตว์นรกเมื่อมาเจอบ่อน้ำก็พากันกระโจนลงไปหวังจะอาบดื่มให้ชื่นใจ แต่ต้องถูกหนามเหล็กเสียบแทงและถูกน้ำเค็มกัดตามบาดแผลให้ต้องเจ็บแสบทรมาน

ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม

เมื่อพ้นจากอุสสทนรก ก็ต้องรับกรรมต่อในยมโลกนรก รอบนอกชั้นที่ ๓ มี ๑๐ ขุมคือ

 ๑. โลหกุมภีนรก (นรกกระทะทองแดง) สำหรับผู้ที่มักทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น สัตว์นรกขุมนี้จะถูกจับโยนลงไปในกระทะที่มีน้ำทองแดงเดือดเหมือนเหล็กที่ถูกหลอมจนเหลว
 ๒. สิมพลีนรก (นรกต้นงิ้วหนาม) สำหรับผู้ที่มักทำผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร เจ้าชู้สมสู่ไม่เลือก สัตว์นรกขุมนี้จะถูกบังคับให้ปีนขึ้นไปบนต้นงิ้วหนาม ให้หนามทิ่มแทงตามร่างกาย
 ๓. อสินขนรก (นรกเล็บเคียว) สำหรับผู้ที่มักทำผิดศีลข้ออทินนาทาน ลักขโมย ฉกชิงวิ่งราว ฉ้อโกง เป็นต้น สัตว์นรกขุมนี้จะมีเล็บเป็นเคียว ข่วนเนื้อตัวเองกินเป็นอาหารเหมือนคนเสียสติ
 ๔. ตามโพทนรก (นรกน้ำทองแดง) สำหรับผู้ที่มักทำบาปด้วยการดื่มสุราเมรัยและของมึนเมา สัตว์นรกขุมนี้จะถูกนายนิรยบาลเอาน้ำทองแดงที่เดือดพล่านกรอกปาก
 ๕. อโยคุฬนรก (นรกก้อนเหล็กแดง) จะตกนรกขุมนี้เพราะพูดไม่ดีต่างๆ เช่น โกหก ยุยงให้เขาแตกกัน ใส่ร้ายป้ายสี ดูหมิ่นจาบจ้วงผู้มีคุณ สัตว์นรกขุมนี้จะถูกบังคับให้กลืนกินก้อนเหล็กแดง
 ๖. ปิสสกปัพพตนรก (นรกภูเขาบด) มีไว้ลงโทษผู้ที่มีอำนาจแต่ใช้อำนาจรังแก เอารัดเอาเปรียบ รีดไถผู้อื่นอย่างไร้ศีลธรรม สัตว์นรกขุมนี้จะถูกภูเขาหินขนาดยักษ์กลิ้งมาบดร่างจนแหลกละเอียด
 ๗. ธุสนรก (นรกกินแกลบ) ผู้แสวงหาผลประโยชน์ในทางที่ผิด สัตว์นรกขุมนี้จะมีความหิวโหย พบอาหารบ่อน้ำก็จะวิ่งเข้าไปแย่งดื่มกิน แต่พอกินเข้าไปอาหารนั้นจะกลายเป็นแกลบทองแดงเผาท้องไส้
 ๘. สีตโลสิตนรก (นรกเย็นยะเยือก) มีไว้ลงโทษผู้ที่มีจิตใจเหี้ยมโหดเย็นชา กระทำบาปต่างๆ ด้วยความไม่สะทกสะท้าน สัตว์นรกขุมนี้จะถูกจับโยนลงไปในทะเลน้ำกรดที่เย็นยะเยือกจนแข็งตาย
 ๙. สุนขนรก (นรกสุนัข) มีไว้ลงโทษคนที่ชอบจิกด่าหรือประจานคนอื่นให้เขาได้รับความเสียหาย สัตว์นรกขุมนี้จะถูกสุนัขสีต่างๆ ไล่กัดฉีกกินเนื้อ
 ๑๐. ยันตปาสาณนรก (นรกหนีบร่าง) มีไว้ลงโทษผู้ที่ประกอบกรรมด้วยโทสะ ทุบตีบีบบังคับผู้อื่นโดยปราศจากความปรานี สัตว์นรกขุมนี้จะถูกจับโยนเข้าไปให้ภูเขาสองลูกหนีบร่างจนแหลกละเอียด

โลกันตนรก

ใหญ่ที่สุดและมืดมิดที่สุด

โลกันตนรก (นรกสุดขอบโลก) ตั้งอยู่ ณ ขอบจักรวาล มีไว้สำหรับ ลงโทษผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ กระทำอนันตริยกรรม ๕ ประการ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์ให้แตกกัน เป็นต้น นรกขุมนี้มีสภาพมืดมิด สัตว์นรกมีรูปร่างเหมือนค้างคาว มองไม่เห็นกันคิดว่าตนอยู่ผู้เดียว เมื่อคลำมาถูกต้องกายกันก็จะ ตะครุบกันกิน ด้วยเข้าใจว่าเป็นอาหาร จนพลัดตกลงในทะเลน้ำกรดที่เย็นจัด ตัวแข็งและสลายไป แล้วกลับฟื้น ขึ้นมาใหม่ เป็นอย่างนี้สิ้นพุทธันดรหนึ่ง