๔. พระอรหันต์
พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด ตัดกิเลสได้หมดจดไม่เกิดในภพภูมิใดๆ อีก
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ครบ ๑๐ ประการ คือ๓. พระอนาคามี
ตายแล้วไปอุบัติบนพรหมชั้นสุทธาวาส และบำเพ็ญเพียรจนบรรลุพระอรหันต์ ไม่กลับมาเกิดอีก
พระอนาคามี ละ สังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๕ ประการ คือ๒. พระสกทาคามี
เกิดอีกเพียง ๑ ชาติก็จะบรรลุพระอรหันต์
พระสกทาคามี ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือสักกายะทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส และทำราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบาง๑. พระโสดาบัน
เกิดอีกไม่เกิน ๗ ชาติก็จะบรรลุพระอรหันต์ และจะเกิดเฉพาะในสุคติภูมิเท่านั้น ไม่เกิดในอบายภูมิอีก (ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย หรือตกนรก)
พระโสดาบัน ละสังโยชน์เบื้องต่ำได้ ๓ ประการ คือ
๔. เนวสัญญานาสัญญายตนะ
พรหมผู้ไม่มีรูป มีเพียงจิตที่เสวยสุขในอรูปฌาน
พรหมโลกชั้นที่ ๒๐ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของพรหมผู้ได้เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฌานที่ได้จากการกำหนดเอาความไม่มีสัญญาอย่างหยาบ แต่มีสัญญาอย่างละเอียดเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกรรมฐาน อายุขัยของพรหมชั้นนี้นับได้ ๘๐,๐๐๐ มหากัป๓. อากิญจัญญายตนภูมิ
พรหมผู้ไม่มีรูป มีเพียงจิตที่เสวยสุขในอรูปฌาน
พรหมโลกชั้นที่ ๑๙ เป็นที่อยู่ของพรหมผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน ฌานที่ได้จากการกำหนดเอานัตถิภาวะ คือความไม่มีวิญญาณเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกรรมฐาน พร้อมกับบริกรรมว่า “นัตถิ กิญจิ ไม่มีอะไร” อายุขัย ๖๐,๐๐๐ มหากัป๒. วิญญาณัญจายตนภูมิ
พรหมผู้ไม่มีรูป มีเพียงจิตที่เสวยสุขในอรูปฌาน
พรหมโลกชั้นที่ ๑๘ วิญญาณัญจายตนภูมิ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของพรหมผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน ฌานที่ได้จากการกำหนดเอาวิญญาณที่ไม่มีจำกัดเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกรรมฐาน พร้อมกับบริกรรมว่า “วิญญาโณ อะนันโต วิญญาณไม่มีที่สิ้นสุด” อายุขัยของพรหมชั้นนี้นับได้ ๔๐,๐๐๐ มหากัป๑. อากาสานัญจายตนภูมิ
พรหมผู้ไม่มีรูป มีเพียงจิตที่เสวยสุขในอรูปฌาน
พรหมโลกชั้นที่ ๑๗ เป็นที่อยู่ของพรหมผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน ฌานที่ได้จากการกำหนดเพ่งอากาศที่ไม่มีจำกัดเป็นอารมณ์ในการเจริญสมถกรรมฐาน พร้อมกับบริกรรมว่า “อากาโส อะนันโต อากาศไม่มีที่สิ้นสุด” สุขที่ได้ จากฌานสมาบัติของพรหมชั้นนี้ย่อมละเอียดประณีต และเป็นสุขยิ่งกว่ารูปพรหมทั้งหมด อายุขัยนับได้ ๒๐,๐๐๐ มหากัป ผู้ที่เกิดในพรหมโลกชั้นนี้ต้องได้อากาสานัญจายตนฌานเท่านั้นยของพรหม ชั้นนี้นับได้ ๖๐,๐๐๐ มหากัปรูปพรหมชั้นที่ ๑๒ - ๑๖ (อนาคามี)
พรหมที่มีบำเพ็ญวิปัสสนาจนได้เป็นพระอนาคามี อุบัติในพรหม ๕ ชั้นนี้
๑๖. อกนิฏฐาสุทธาวาสภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๖) เป็นที่อยู่ของเหล่าพรหมผู้สูงสุด มีพรหมสมบัติและความสุขวิเศษไม่เป็นรองใคร มีอายุขัย ๑๖,๐๐๐ มหากัป เมื่อเสวยสุขครบตามอายุขัยแล้วจะได้บรรลุพระอรหันต์ไม่เกิดอีกรูปพรหมชั้นที่ ๑๐ - ๑๑ (จตุตถฌาน)
พรหมที่บรรลุรูปฌานที่ ๔
๑๑. อสัญญสัตตาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๑๑) เป็นพรหมผู้มีแต่รูปขันธ์ ไม่มีนามขันธ์ มีแต่รูปกายแต่ไม่มีความรู้สึก เรียกกันว่า พรหมลูกฟัก มีอายุขัย ๕๐๐ มหากัปเท่ากับเวหัปผลาภูมิรูปพรหมชั้นที่ ๗ - ๙ (ตติยฌาน)
พรหมที่บรรลุรูปฌานที่ ๓
๙. สุภกิณหาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๙) พรหมที่มีรัศมีงดงามกระจ่างจ้าออกทั่วกายตลอดเวลา เสวยปีติสุขอันเกิดแต่ฌานสมาบัติที่ประณีตยิ่งกว่าพรหมชั้นอัปปมาณสุภาภูมิ มีอายุขัย ๖๔ มหากัปรูปพรหมชั้นที่ ๔ - ๖ (ทุติยฌาน)
พรหมที่บรรลุรูปฌานที่ ๒
๖. อาภัสสราภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๖) พรหมผู้มีแสงแห่งรัศมีเป็นสีต่างๆ เปล่งออกรอบร่างกายงดงามยิ่งกว่าพรหมทุกชั้น มีอายุขัย ๘ มหากัปรูปพรหมชั้นที่ ๑ - ๓ (ปฐมฌาน)
พรหมที่บรรลุรูปฌานที่ ๑
๓. มหาพรหมาภูมิ (พรหมโลกชั้นที่ ๓) เป็นที่อยู่ของเหล่าท้าวมหาพรหม ซึ่งเป็นพรหมใหญ่สุดในบรรดาผู้ได้ปฐมฌาน ทั้งเสวยสุขจากฌานสมาบัติที่ประณีตยิ่งกว่า มีอายุ ๑ มหากัป
๖. ปรนิมมิตวสวัตดีภูมิ
เสวยทิพยสมบัติอันประณีต
สวรรค์ชั้นที่ ๖ ปรนิมมิตวสวัตดี แปลว่า เทวดาผู้ปรารถนาสิ่งใดก็มีผู้เนรมิตให้ทุกสิ่ง พญามารวสวัตดีก็อยู่ในสวรรค์ชั้นนี้ มีอายุยืน ๑๖,๐๐๐ ปีทิพย์๕. นิมมานรดีภูมิ
เสวยทิพยสมบัติอันประณีต
สวรรค์ชั้นที่ ๕ นิมมานรดี แปลว่า เทวดาผู้สามารถเนรมิตทุกสิ่งอย่างได้ตามใจชอบ มีอายุยืน ๘,๐๐๐ ปีทิพย์๔. ตุสิตาภูมิ
ชั้นที่มีพระโพธิสัตว์มาจุติก่อนเป็นพระพุทธเจ้า
สวรรค์ชั้นที่ ๔ ตุสิตา แปลว่า ผู้มีแต่ความสุขและความเบิกบานใจ สวรรค์ชั้นนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่น่ารื่นรมย์ยินดี เป็นที่สถิตของเทวดาผู้เป็นบัณฑิต พระโพธิสัตว์ในชาติสุดท้ายก่อนจะจุติมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าทุกพระองค์จะประทับอยู่ ณ สวรรค์ชั้นนี้๓. ยามาภูมิ
สวรรค์ระดับกลาง มีรัศมีสว่างรุ่งเรือง
สวรรค์ชั้นที่ ๓ ยามา เทวดาชั้นนี้มีรัศมีซ่านออกจากร่างกายสว่างไสวรุ่งเรืองมาก จนทำให้สวรรค์มีความสว่างอยู่ตลอดเวลาแยกไม่ออกว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน ต้องสังเกตจากการหุบและบานของดอกไม้จึงจะรู้ ดอกไม้บานคือกลางวัน ดอกไม้หุบคือกลางคืน มีอายุ ๒,๐๐๐ ปีทิพย์๒. ตาวติงสาภูมิ
ชั้นที่มีพระอินทร์ปกครอง
สวรรค์ชั้นที่ ๒ ดาวดึงส์ ตั้งอยู่บนยอดเขาสิเนรุ เมืองหลวงชื่อสุทัสสนนคร ปกครองโดยท้าวสักกมหาราช หรือพระอินทร์ เป็นที่ตั้งพระเกศแก้วจุฬามณี พระเจดีย์ที่บรรจุพระเกศโมลีและพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า มีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์๑. จาตุมหาราชิกาภูมิ
ชั้นที่อยู่ใกล้มนุษย์ภูมิมากที่สุด
สวรรค์ชั้นที่ ๑ จาตุมหาราชิกา เป็นสวรรค์ที่อยู่ใกล้โลกมากที่สุด ปกครองโดยท้าวมหาราชทั้ง ๔ ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวเวสสุวัณ เทวดาชั้นนี้แบ่งเป็น ๓ จำพวกตามที่อยู่ คือ ๑. ภุมมัฏฐเทวดา เทวดาที่สถิตอยู่ตามพื้นดิน ๒. รุกขเทวดา เทวดาที่สถิตอยู่ตามต้นไม้ ๓. อากาสัฏฐเทวดา เทวดาที่สถิตอยู่บนอากาศ มีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์
๖.ปรนิมมิตวสวัตดี
๕.นิมมานรดี
๔.ดุสิต
๓.ยามา
๒.ดาวดึงส์
๑.จาตุมหาราชิกา
มนุษย์
มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกัน เป็นภูมิเดียวที่สามารถบรรลุธรรมได้ง่ายที่สุด
ลักษณะ : ภูมิเป็นที่อยู่ของมนุษย์ ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเทวโลกกับอบายภูมิ ผู้ที่จะมาเกิดในโลกมนุษย์นี้ต้องประกอบกุศลกรรมคือรักษาศีล ๕ บริสุทธิ์ในระดับหนึ่ง จำแนกเป็น ๗ ประเภท คือ
๔. ติรัจฉานภูมิ
ภูมิที่ปราศจากความเจริญและไร้โอกาสสร้างบุญ
ติรัจฉานภูมิ (เดรัจฉาน) ได้แก่ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของสัตว์ดิรัจฉาน ดิรัจฉาน แปลว่า ผู้เจริญเติบโตทางขวาง คือขนานกับพื้น หรือแปลว่าผู้ขวางต่อมรรคผลนิพพานก็ได้ ไม่รู้จักแยกแยะบาปบุญคุณโทษ รู้เพียงการสืบพันธุ์ การกิน การนอน และกลัวตาย บางชนิดกินพืช บางชนิดกินสัตว์ด้วยกันเป็นอาหาร บางชนิดอยู่ในน้ำ บางชนิดอยู่บนบก บางชนิดอยู่ในร่างกายของสัตว์อื่น บางชนิดมองไม่เห็นด้วยตา๓. อสุรกายภูมิ
ภูมิที่ปราศจากความเจริญและไร้โอกาสสร้างบุญ
อสุรกายภูมิ (อสุรกาย) ได้แก่ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของอสุรกาย อสุรกาย แปลว่า ผู้มีรูปกายที่ไม่น่าดู น่าเกลียดน่ากลัว จัดเข้าในจำพวกภูตผีปีศาจ อาจแยกเป็น ๒ ประเภท คือ๒. เปตติวิสยภูมิ
ภูมิที่มีแต่ความทุกข์ทรมาน ปราศจากความเจริญและไร้โอกาสสร้างบุญ
เปตติวิสยภูมิ (เปรต) ได้แก่ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของเปรต เปรต แปลว่า ผู้ห่างไกลจากความสุข เกิดด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เป็นต้น มีมากมายหลายชนิด รูปร่างน่าเกลียดน่ากลัวและเสวยผลกรรมแตกต่างกันไป จำแนกได้ ๕ ประเภท คือ
อสุรกาย
อสุรกาย
อสุรกาย
เปรตต้นตาล
เปรตเครือญาติ
เปรตคนทรงเจ้า
เปรตปากเท่ารูเข็ม
เปรตไฟไหม้ปาก
เปรตหัวจักรผัน
๑. นรกภูมิ
ภูมิที่ต้องชดใช้กรรมและทุกข์ทรมานตลอดเวลา
นรกภูมิ แม้มีภูมิเดียว ชั้นเดียว แต่กว้างใหญ่และแยกออกไปได้มหาศาล ประกอบด้วย
มหานรก ๘ ขุม
นรกที่ปราศจากความว่างเว้นจากความทุกข์ทรมาน
๑. สัญชีวนรก (นรกไม่มีวันตาย) สัตว์นรกขุมนี้ ไม่อาจจะยืนนิ่งอยู่เฉยเพราะพื้นเป็นแผ่นเหล็กแดง ต่างพากันวิ่งไปทางโน้นทางนี้ จากนั้นก็จะมีฝนอาวุธตกลงมาเสียบแทง เจ็บปวดจนตาย ตายแล้วก็ฟื้น เป็นตายอยู่เช่นนี้จนกว่าจะสิ้นกรรม
๑.สัญชีวะ
๒.กาฬสุตตะ
๓.สังฆาฎะ
๔.โรรุวะ
๕.มหาโรรุวะ
๖.ตาปะ
๗.มหาตาปะ
๘.อเวจีมหานรก
อุสสทนรก ๑๒๘ ขุม
เมื่อเศษกรรมเบาบาง พ้นจากมหานรกออกมา ต้องรับกรรมในอุสสทนรกรอบนอกอีกชั้นก่อน มี ๔ ขุมคือ
๑. คูถนรก (นรกอุจจาระ) ตั้งอยู่ใกล้มหานรกที่สุด สัตว์นรกที่พ้นโทษจากมหานรกแล้ว แต่ถ้ายังมีเศษกรรมติดตัวอยู่ก็จะถูกต้อนมาที่นรกขุมนี้ สัตว์นรกจะถูกจับโยนลงไปในบ่ออุจจาระที่เดือดพล่านและถูกหมู่หนอนปากเหล็กชอนไชกัดกินร่างกาย
๑.คูถนรก
๒.กุกกุฬนรก
๓.อสิปัตตนรก
๔.เวตรณีนรก
ยมโลกนรก ๓๒๐ ขุม
เมื่อพ้นจากอุสสทนรก ก็ต้องรับกรรมต่อในยมโลกนรก รอบนอกชั้นที่ ๓ มี ๑๐ ขุมคือ
๑. โลหกุมภีนรก (นรกกระทะทองแดง) สำหรับผู้ที่มักทำปาณาติบาต ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผู้อื่น สัตว์นรกขุมนี้จะถูกจับโยนลงไปในกระทะที่มีน้ำทองแดงเดือดเหมือนเหล็กที่ถูกหลอมจนเหลว
๑.โลหกุมภี
๒.สิมพลี
๓.อสินขะ
๔.ตามโพทกะ
๕.อโยคฬะ
๖.ปิสสกปัพพตะ
๗.ธุสะ
๘.สีตโลสิตะ
๙.สุนขะ
๑๐.ยันตะปาสาณะ
โลกันตนรก
ใหญ่ที่สุดและมืดมิดที่สุด
โลกันตนรก (นรกสุดขอบโลก) ตั้งอยู่ ณ ขอบจักรวาล มีไว้สำหรับ ลงโทษผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ กระทำอนันตริยกรรม ๕ ประการ ฆ่าพ่อ ฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้า ทำสงฆ์ให้แตกกัน เป็นต้น นรกขุมนี้มีสภาพมืดมิด สัตว์นรกมีรูปร่างเหมือนค้างคาว มองไม่เห็นกันคิดว่าตนอยู่ผู้เดียว เมื่อคลำมาถูกต้องกายกันก็จะ ตะครุบกันกิน ด้วยเข้าใจว่าเป็นอาหาร จนพลัดตกลงในทะเลน้ำกรดที่เย็นจัด ตัวแข็งและสลายไป แล้วกลับฟื้น ขึ้นมาใหม่ เป็นอย่างนี้สิ้นพุทธันดรหนึ่ง
นรกโลกันต์